เรื่องที่ฉันบันทึกนี้มี 2 เรื่อง นะ

เรื่องแรก  เกี่ยวกับโยคะ   ตัวละคร    ฉัน  nobody  ผมสั้น

                                                   เขา หนุ่มเซอร์ ผมยาว

                                                   เ-''  คนที่ฉันรัก  ซึ่งไม่มีตัวตนในฉาก

                                    ตัวประกอบ   ผู้เล่นโยคะคนอื่นๆ

                                    เสียงประกอบ เสียงภาษาอังกฤษของครูผู้สอนชาวต่างชาติ

เรื่องที่สอง   เกี่ยวกับการซ้อมละคร

                  ตัวละคร    เพื่อนทีมงาน ในการซ้อมละคร

............................................

วันนี้เป็นวันนัดซ้อมละครเป็นวันแรก.......


ในวันนี้ตั้งใจจะทำหลายๆสิ่งๆหลายอย่าง แต่สังขารก็ไม่เอื้ออำนวยให้ลุกจากที่นอน

แล้วเดินไล่ไปตามความฝัน   ทำให้มันเกิดขึ้นจริงเสียที.....วันนี้ไม่ได้ทำอะไร

นอกจากนอนหมดแรง อยู่บนเตียงนอนขนาดเล็กที่นอนคนเดียวมาเนิ่นนาน

หรือหากจะมีใครมาหนุนนอนด้วยอีกคน

คงได้ตกเตียงสักคนเพราะเตียงกว้างแค่ 3 X 6 ฟุตเท่านั้น ผ้าปูที่นอนไซค์นี้ยังไม่ค่อยมีขายเลย

ลำบากฉันที่ต้องซื้อผ้ามาเย็บเอง.....

ร่ายยาวไปเรื่องเตียงนอนซะอีก

 

สิบเอ็ดโมงฉันตื่นขึ้นมาและบังคับตัวเองต้องกินข้าว....เพื่อจะได้มีแรง ไปเล่นโยคะ ตอนรอบ

บ่ายสองโมงครึ่ง หากกินหลังจากนี้ก็ไม่ได้   เพราะในการฝึกต้องให้อาหารได้ย่อยเสียก่อน

หรือไม่ก็ ควรฝึกทั้งตอนที่ยังท้องว่าง ห้ามทานอาหารทันทีแล้วไปฝึก !!

เพราะมันไม่ดีต่อกระเพาะ   อาจอาเจียนได้

 

ฉันกินข้าวเสร็จแล้วก็นอนเล่นต่อ พอนอนบนโซฟาเท่านั้นแหละก็  หลับ หลับ หลับ

และลุกขึ้นมานอนต่อบนเตียงนอน... ยาวมาถึงบ่าย และเกือบเย็น

วันนี้มีนัดซ้อมละคร ตอน 19.30 น   ฉันมองดูตารางโยคะแล้ว ก็ยังเล่นทันเพราะสถานที่ฝึกกับที่ซ้อมนั้น

เพียงข้ามถนนเดินเพียง 20 เมตรก็ถึงที่ซ้อมละครแล้ว ..... ฉันจึงเล่นโยคะร้อน 90 นาที

แล้วค่อยไปซ้อมละคร..... แต่ในการฝึกโยคะในวันนี้ มีเรื่องราวพิเศษ ทำให้รู้สึกจี๊ดๆที่ใจขึ้นมาอีกครั้ง

หาใช่ท่าทางในการฝึกหรอกนะ  ที่ทำให้รู้สึก จุกที่อก  คล้ายน้ำตาตกใน ก็จะอะไรเสียอีกล่ะ

คนที่ฝึกอยู่บนอาสนะข้างๆตัวฉัน คือ ....... ดาราคนหนึ่ง   แต่คำว่าดาราหาใช่ทำให้ฉันสั่นคลอนในความ

รู้สึกไม่  แต่ดาราหนุ่มคนนี้ เคยมีสัมพันธ์พิเศษกับคนที่ฉันรัก  เพราะฉะนั้น เค้าคือคนที่แย่งคนรักจากฉันไป!!

 

 

(ในความเป็นจริงแล้วเค้าไม่ได้แย่งคนรักฉันไปหรอก แต่คนที่ฉันรักนะซิ ตีจากฉันไปเอง

ไปหาคนอื่นเพราะฉะนั้น เขาจึงไม่ใช่คนผิดที่มาแย่งหรอกนะ......

แต่ก็อีกแหละ  ถ้าเจอหน้ากัน  มันก็คงลำบากใจ เธอว่าใหม่ ???) 

 

ความจริงคนที่ฉันรัก ฉันเองก็ไม่มีสิทธิ์เรียก

เค้าว่าแฟนได้เลย เราไม่เคยตกลงกันว่าเป็นอะไรกัน เป็นแฟนเหรอ ไม่เลย ฉันเพียงแต่ขี้ตู่ หลงไหล

หลงรักเค้าแต่เพียงฝ่ายเดียว......  แต่นั้นก็เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาถึง 14 ปี แล้ว

 

ครั้งหนึ่งเมื่อ 14 ปีก่อน สมัยที่ฉันยังอยู่มหาวิทยาลัย   ฉันไปดูละครที่อักษรจุฬาในขณะนั้นโรงละคร

ยังอยู่ในตึกของอักษร  ฉันไม่คิดว่า โลกมันจะกลมขนาดนี้ ฉันได้เลขที่นั่งที่ใกล้กับ เขา * 

เขา**ซึ่งเป็นแฟนใหม่ เป็นเด็กใหม่ของคนที่รักฉัน  ในวันนั้นฉันดูละครไม่ค่อยรู้เรื่องเลย

เขานั่งติดกับฉัน ที่นั่งดูละครติดกัน ไม่ต่างไปจากวันนี้ที่อาสนะในการฝึกโยคะ ติดกันเลย

แหม่....ให้ตายสิ  คนฝึกมีตั้ง 30 -40 คน แต่ดันมาอยู่ใกล้กันเนี่ยนะ  เบื้องบนคงส่ง

แบบฝึกหัด....มาทดสอบความเข็มแข็งของฉันอีกครั้ง

 

ในตอนนั้น ฉันรู้ว่า เค้าทั้งคู่คบกันเป็นแฟน

หลังจากดูละครจบ เราทักทายกัน พูดคุยกัน ฉันเสือกถามเค้าไปว่า ละครจบแล้วไปไหนต่อ

เค้าบอกฉันว่า

"จะไปบ้านพี่.........(ชื่อคนที่ฉันรัก)"

คำพูดประโยคธรรมดา แต่ปวดใจฉันยิ่งนัก  ฉันจำได้ได้ว่าฉันเดินร้องไห้ .......ตลอดทางเดินไปมาบุญครอง

ไม่น่าถามเลยกรู -_-"   ข้อคิดที่ได้คือ บางเรื่องที่เป็นความจริงก็ไม่ควรรู้เน๊อะ...ว่าปะ 

 

.....ในวันนี้ เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง แต่สถานที่เปลี่ยนไป  แม้ว่าเวลาจะจางมาถึง 14 ปีแล้ว

ความรู้สึกเสียใจหรือ ปักใจรักอยู่ก็หายไป แต่ก็มีอาการทุกครั้งที่พบเจอ เขา หรือข่าวคราวของเขา

ฉันรู้สึกแย่จริงๆนะ ....

 

แต่ในวันนี้ บนเสื่ออาสนะ ฉันก็ยังมีอาการบาดเจ็บอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ความรู้สึกไม่ปกติในตัวเอง

เกือบจะร้องไห้บนอาสนะแล้วล่ะ  ในขณะที่ทำท่าก้มคุ้ดคู้ เพื่อผ่อนคลาย  แต่ฉันก็เอาชนะใจตัวเองได้

ฉันอยู่กับลมหายใจของตัวเอง หายใจเข้าลึก  หายใจออกผ่อนคลาย ยอมรับว่ามีบางแว๊บ ที่รู้สึกไปกับ

เรื่องราวในอดีต   แต่ฉันทำได้เพียงเท่านี้ก็เก่งมากแล้ว สำหรับคนเปราะบางเรื่องความรักอย่างฉัน

...............................................

 

 

บรรยากาศการซ้อมละคร

วอร์มร่างกาย  เหนื่อยมากกกกกกกกก โดยเฉพาะฉันได้สิ้นเรี่ยวแรงไปแล้วในคลาสโยคะร้อน ถึง

90 นาที และต่อด้วยการ วอร์มแบบละครอีก เหงื่อตก!!!  แต่ก็สนุกดี

ผู้กำกับถามว่า  แต่ละคนวันนี้ หรือการเดินทางวันนี้ได้ไปเจอเหตุการณ์การอะไรบ้าง

ตอนแรกฉันว่าจะไม่บอกว่าไปเล่นโยคะแล้ว แต่ว่าสักวันหนึ่งก็คงได้รู้ เพราะว่าจะได้รู้ว่า

ที่มาช้าไปสิบนาทีเพราะไปเล่นโยคะมานะ

 

วันนี้นักแสดงมายังไม่ครบ มาแค่ 4 คนเท่านั้นเอง แต่เราก็วอร์มและทำกิจกรรมกัน

ผู้กำกับให้จับคู่ ฉันได้คู่กับน้องผู้ชาย   ชาย,ชาย,  ญ,ญ 

และมีคำถาม 5 ข้อ เกี่ยวกับเรื่องความคาดหวัง

1.ตัวเองคาดหวังอะไรกับตัวเอง

2.ครอบครัวคาดหวังอะไรกับตัวคุณ

3.สังคมคาดหวังอะไรกับตัวคุณ

4.ประเทศชาติคาดหวังอะไรกับตัวคุณ

5.แล้วคุณคาดหวังอะไรกับคนอื่น....

 

จากนั้นก็ให้หนึ่งคนเล่า แต่ต้องเล่าช้าๆเพื่อให้เพี่อนที่ฟังคอยจด และต้องเขียนทุกคำพูดต้อง

และคนพูดเองก็ต้องพูดช้าๆ  เพื่อให้จดได้ทัน  ฉะนั้นเวลาจะพูดต้องพูดช้าและออกจะยานคางไปด้วย

ก็ตลกดี เราต้องเรียบเรียงคำพูดเพื่อให้อ่านรู้เรื่องเพราะเวลาเราพูดจะพูดทีละคำเลย

 

หลังจากนั้น ผกก.ก็จะให้ทำท่า ตามความคิด โดยผ่าน ขยาย สื่อสารทางร่างกาย

ผกกบอกว่า   การทำนั้นมี 2 แบบ  คื่อการพรีเซนต์ความหมาย เพื่อสื่อสารให้คนดูรู้

ตัวอย่างเช่น   ความรัก  คนก็จะมักทำท่าหัวใจ หรือกอดอกเพื่อแสดงว่ามีความรักหรือความสุข

หรือการ สื่อสารแบบที่ 2  คือ  สื่อสารในเชิงนามธรรม เป็นสัญลักษณ์ ความรัก ที่เกิดการตีความแล้ว

เพราะฉะนั้นความรักที่สื่อออกมาในแบบนี้จึงมีหลากหลาย  บางคนอาจทำท่าบิดเบี้ยว

หรือ โค้งงอเป็นประสบการณ์ของแต่ละคน

ในขณะที่ทำไม่ต้องคิดนานให้ทำทันทีเลย  จะได้ไม่ประดิษฐ์ท่าจนเกินไป อันนี้ฉันเติมเองนะ

ปัญหาของฉันคือ.......พอทำแล้ว ฉันจำท่าไม่ได้  ลืมไปแล้วทำท่าอะไรบ้างเนี่ยล่ะฉันล่ะ

 

จากนั้นก็ให้แบ่งคู่กันสองคน เลือกท่าประกอบกัน และแสดงออกเป็นคู่ๆ เหมือนเดิมเลยฉันก็จำไม่ได้ว่า

ทำท่าอะไรไปว่ะ    เครียดเลยกรู...-_-'

 

ตอนจบก็ทำเป็นงานกลุ่มรวมกันทำท่าทั้งหมด 

คำที่ให้ทำท่าก็มี     บ้าน,พ่อแม่,พี่น้อง,ญาติ,ตนเอง,สังคม,ประเทศชาติ 

 

.............................................

 

พอล่ะ  ....เหนื่อย

 

ตั้งชื่อหัวเรื่อง เขียนตัว บี ภาษาไทย เผื่อทีมงาน seargh มาเจอ....เดี๋ยวความลับแตกกกกก 555

แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นความลับหรอกนะ....

edit @ 13 May 2009 05:00:02 by แสงไฟสีแดงบนยอดตึกกระพริบริบหรี่

edit @ 13 May 2009 05:04:38 by แสงไฟสีแดงบนยอดตึกกระพริบริบหรี่

หากจะแนะนำตัว ให้คนอื่นได้รู้ว่าฉันคือใคร   บางทีก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะย่อย

เรื่องราวทั้งชีวิต ให้คนอื่นได้รับรู้ ในเวลาเพียง 1-2 นาที 

เรามีลักษณะนิสัยเป็นคนอย่างไร  มีความฝัน

มีทัศนคติหรือใช้ชีวิตเยี่ยงไร 

ฉันเป็นคนทำละครเวที จะเรียกว่าทำตลอดก็ไม่เชิงนัก  บ้างบางครั้งก็ไปทำอย่างอื่น ไปหา

รายได้เลี้ยงชีพจากส่วนอื่น  แต่ก็กลับมาเล่น มาดูละครเวทีอยู่เสมอ

ฉันลองวิเคราะห์แล้วว่า นี่แหละมันเป็นตัวฉัน

 

บางครั้งฉันก็อยากจริงจังกับงานสายนี้ แต่บางทีจิตใจอันไม่แน่วแน่ก็ชวนเฉไฉ ไปทำอย่างอื่น

ที่ได้เงินมากกว่า   ฉันชอบละครนะ ชอบดูและชอบที่จะเป็นนักแสดง ชอบเล่น ได้แสดง

อารมณ์ ถ่ายทอดความรู้สึก ของตัวละคร  แต่ก็ยากที่จะแสดงอย่างไรต้องให้คนเชื่อ

ตอนซ้อมก็ต้องหาให้เจอ  เรื่องการแสดง ฝึกซ้อมหรือ ทำแบบฝึกหัดเพื่อเข้าสู่กระบวนการ

สร้างละครมีเรื่องให้เล่าได้เยอะ  ไม่เพียงแต่แสดงเท่านั้น  งานกำกับการหรือเขียนบท

ฉันก็เป็นที่ชื่นชมในหมู่ผู้ชมส่วนหนึ่งเหมือนกัน สิ่งนี้ฉันไม่เคยเยินย่อตัวเองหรอก

แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งฉันก็ควรที่จะภูมิใจกับมันและให้คนอื่นได้รับรู้ในวงกว้างขึ้นบ้าง

 

 

เล่าเรื่อง  ปัจจุบัน....

 

ตอนนี้ฉันนอนไม่หลับในตอนกลางคืน แต่จะหลับเมื่อแสงอาทิตย์สว่างจ้าในตอนเช้า

ตอนนี้ก็เช้าแล้ว ฉันเปิดจอคอมเพื่อบันทึกเรื่องราวในหนนี้ นานๆจะเข้ามาเขียนสักที

บางทีฉันก็มีความฝัน ฝันลมๆแล้งๆกลางอากาศว่า

ฉันอยากเป็นนักเขียน แต่ฉันก็ไม่ค่อยได้เขียน

เท่าใดนัก   ตอนนี้คือภาวะอารมณ์ของฉัน  บางทีฉันก็อยากเป็นดีไซน์เนอร์ อยากมีร้านเสื้อผ้าของ

ตัวเอง แต่ฉันก็ไปเรียนบ้างไม่ไปบ้าง   ตามแต่อารมณ์ เพราะบางทีก็ตื่นไปเรียนไม่ทัน

แรงจูงใจในการเรียนไม่ค่อยมันคงนัก ฉันว่าต้องกลับมาแก้ที่เป้าหมายของตัวเองให้ชัดเจน

 

ตอนนี้ ผ่านมาเข้าสู่เดือนที่สี่ของการเล่นโยคะแล้ว  ฉันเสพติดกับโยคะนะ  ฉันรู้สึกดีที่ได้ฝึก

ได้เหยียดยืดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น  กระดูก ได้บริหารอวัยวะภายในและภายนอกร่างกาย

ฉันอยากฝึกอยากเล่นไปตลอดชีวิต  การได้เล่นทำให้ฉันรู้สึกว่าได้ทำสิ่งที่มีค่าและเป็นการดูแล

สุขภาพของตัวเองที่ดี  ตอนนี้ฉันหันมาดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น เว้นเสียแต่เรื่องการนอน

อันที่จริงแล้วฉันหวังว่า การได้เล่นโยคะจะทำให้ฉันหมดแรงและกลับมานอนได้ตามปรกติแต่แล้ว

ฉันก็นอนดึกหรือเข้านอนตอนเช้าเหมือนเดิม  .....ฉันจึงพยายามข่มตานอนให้ได้ในสักวันหนึ่ง

 

บรรยากาศของการเล่นโยคะร้อน ก็ดีเหมือนกัน ช่วยทำให้เรามีสมาธิกับตัวเอง ให้อยู่กับลมหายใจ

ได้ไตร่ตรองความรู้สึก ของตัวเอง อย่างมีเป้าหมายแม้บางครั้ง ขณะฝึกใจตัวเองก็ล่องลอยไปยังที่อื่น

หรือลอยไปอยู่ในท่าอาสนะของคนอื่นบ้าง แต่ก็ดึงจิตดึงใจตัวเองให้กลับมา

 

ตอนนี้ฉันหมั่นอ่านหนังสือและบอกว่าฉันจะปิดทีวี มากขึ้น อยู่กับเสียงหัวใจตัวเองจริงๆ

อย่าให้ทีวีซึ่งเป็นเร้าภายนอกมาอยู่เหนืออิทธิพลของเรา  ตอนนี้ฉันเปิดทีวีแล้วไม่ได้ดูข่าว

แต่หันมาเขียนบันทึกอย่างจริงจัง....

 

 

บันทึกสิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุข......

สำหรับการนึกย้อนเหตุการณ์ที่ผ่านมาแต่ละวันในสัปดาห์นี้มีอะไรบ้าง

เค้าบอกว่าให้อยู่กับตัวเองบ้างในบางวัน จริงๆแล้วทุกวันได้ยิ่งดี

คืออยู่นิ่งๆเพื่อนึกทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราในแต่ละวัน

 

รอยยิ้มเด็กน้อย กระพริบตาปริบๆให้ฉันบนรถไฟฟ้า

เด็กผู้หญิงผมทอง  นัยย์ตาสีน้ำตาล แก้มกลมน่ารัก  อายุราวๆสองขวบได้ อยู่ในอ้อมกอดของ

ผู้เป็นแม่ เด็กน้อยน่ารัก ฉันยิ้มแอบยิ้มกระพริบตาหยอกเอินส่งให้  เธอก็เลียนแบบทำตามส่งยิ้ม

พริมเพรา ขยิบตาปริบๆส่งมาให้ฉัน เซ็กซี่ที่สุดเลย  ช่างเป็นเด็กที่น่ารักน่ากอดราวกับตุ๊กตาตัวน้อย

ที่มีชีวิต  ส่งพลังให้ฉันมีความสุขและอิ่มใจ เติมเต็มพลังให้เริ่งร่า.... ในขณะที่ก้าวลงบันไดเพื่อไปฝึก

โยคะ  ฉันรู้สึกสุขใจ... ขอบคุณเด็กน้อยอีกครั้ง  รอยยิ้มของหนู รอยยิ้มของเรา

 

เค้าบอกว่าให้หมั่นคุยกับคนที่อายุต่างจากวัยของตัวเองบ้าง เช่นคุยกับผู้สูงวัย อายุ 70 หรือ

อยู่กับเด็กเล็กๆ อยู่กับเด็กๆเพื่อได้แรงใจ หรือเรื่องราวบางอย่าง

ตอนนี้ฉันห่างหายจากงานสอนการแสดงสำหรับเด็กเล็กๆไปหลายเดือนแล้ว

ถ้ามีสอนก็คงจะดี....ได้ฝึกตัวเองได้เรียนรู้เด็กๆ และฝึกสอนเด็กๆและแลกเปลี่ยนพลัง

งานให้แก่กัน....

เหลือแต่เพียงวัยผู้ใหญ่ ที่ฉันห่างหาย....

ถึงเวลาที่ฉันต้องโทรไปหาอาจารย์เพื่อนัดทานข้าวกันบ้างแล้วซินะ

หรือกลับไปอยู่กับพ่อแม่บ้างในบางขณะ.....

 

ความสุขต่อมา...คือคืนวันก่อนได้ไปดูการแสดงงาน บางกอกบานาน่า  ซึ่งจัดโดย ครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน

เห็นความสุขที่ครูเล็กมี (ความจริงฉันไม่เคยไปเรียนกับครูเล็กหรอก แต่เรียกตามหลายๆคน)

แววตาครูเล็กมีความสุขกับงานที่จัดขึ้น  เห็นลูกศิษย์ของตัวเองที่วันนี้ได้เติบใหญ่เหมือนไม้กล้าที่

หยั่งรากลงลึก

เจริญเติบโตและ แบ่งปันร่มเงาไม้ผล คืนสู่ธรรมชาติ และมวลมนุษย์ 

ได้ชมผลงานการแสดงและดนตรี ที่วันก่อนสนุกมาก   เห็นทีมงานและเพื่อนเก่าที่ตอนนี้ตั้งท้องได้ 5 เดือน

แต่ก็มาทำงานชิ้นนี้ เธอยังเคลื่อนไหวบนเวที เริ่งระบำไปกับเสียงดนตรี แม้กำลังจะเป็นคุณแม่แล้ว

ก็ยังสนุกและมีความสุข  

 

ได้ชมคุณ (ครู)เล็ก  ได้แสดงละคร ร่วมถึงนักแสดงรุ่นอาวุโส มาร่วมแสดงละครชาตรีกัน

ในชื่อเรื่องว่า " พจมาร"

ซึ่งช่วยเขย่าพลังจากตัวฉันได้มาก แม้รุ่นนี้แล้วยังมีเรี่ยวมีแรงมีฝัน มีพลัง คนหนุ่มสาววัยย่างก้าว

สู่วัยทำงานรุ่นฉันก็ต้องเร่งสร้างงานต่อไป.....ด้วยไฟแห่งศรัทธา  ใช่ชีวิตของคนเราต้องอยู่ด้วย

ความศรัทธา ศรัทธาในอาชีพ ความฝันและสร้างสิ่งดีงามกลับคืนสู่แผ่นดิน

 

ฉันเคยเข้าไปนั่งสมาธิที่เสถียรธรรมสถาน   แม่ชีท่านเคยบอกว่า คนเรานั้นเป็นหนี้ธรรมชาติ

ต้องตอบแทนบุญคุณ ผื่นแผ่นดี  หากมีปัญหาเราจะคิดสั้นหรือ ฆ่าตัวตายไม่ได้เพราะเราได้ดื่ม

ได้กินน้ำ อาหาร ได้หายใจเอาธรรมชาติเข้าสู่ตัวเรา เพราะฉะนั้นเราจะคิดสั้นไม่ได้เราต้อง

ตอบแทนธรรมชาติ ป่าไม้ ต้นไม้ ผื่นดิน ท้องฟ้า สายน้ำ ลม ....สรรพสัตว์  ที่เค้าต้องเสีย

สละเพื่อเราได้ดำรงอยู่.....

 

.....

....

 

การที่ฉันได้เขียนนี่ก็เป็นการฝึกฝนการเขียน  ถ่ายทอดภาษาของฉัน เรื่องเล่าของฉันและหวังว่า

ภาษาในการถ่ายทอดจะลงตัวและเติมความสุขให้แก่กัน   

 

ฉันหวังว่าอย่างนั้น แล้วฉันจะกลับมาเล่าเรื่องราวใหม่ในแต่ละวันที่สุขใจ

ในชีวิตของฉัน..... และนี่อาจช่วยสะท้อนในความเป็นตัวฉัน ที่ฉันจะแนะนำตัว...

 

ฉันเอง.......

 

 

 

 

 

 

วันนี้ไปตรวจสุขภาพมาหลังจากที่  เดินผ่าน โรงพยาบาลไปหลายหน

 ได้บัตรฟรีจากรถไฟฟ้า  เราเลือกโปรแกรม บี

คือตรวจคลื่นหัวใจกับตรวจความสมบูรณ์ของเลือด 

 ต้องเจาะเลือดด้วย..."กลัวๆแต่ในที่สุดก็ผ่านมาได้ไม่เจ็บอย่างที่คิด"

ตอนนั่งในห้อง..นางพยาบาลเอาเข็มมา เราไม่กล้ามองเลย

เพราะกลัวเจ็บ กลัวเลือดด้วย   เหงื่อออกเต็มฝ่ามือเลยและใบหน้า

จนนางพยาบาลถามว่ากลัวเหรอคะ ....เลยบอกไปว่ากลัว

นางพยาบาลพูดปลอบบอกว่าไม่เจ็บหรอก ทำให้ใจชื้นขึ้นมาหน่อย

ตอนเสร็จแล้ว มองไปที่เข็ม โหเลือดเต็มเลยสีดำเข้มๆ

เลยถือโอกาศตรวจเลือดว่าเราเลือดกรุ๊ปอะไรกันแน่

ตอนแจ้งในบัตรประชาชนไม่ค่อยแน่ใจ

..... หลังจากนั้นก็นั่งบีทีเอสไปสยาม

ไปคืนและยืมหนังสือที่  tk.park

ใช้เวลาเดินจากสยามไป tk.ใช้เวลาถึง 22 นาที

ทั้งๆที่เป็นคนเดินเร็วแล้ว ....เหนื่อยเหมือนกัน

กว่าจะไปถึง  หลังจากนั้นก็หาหนังสืออ่านไปสักพัก

มองดูนาฬิกา โอ๊ย จะสี่โมงแล้วซึ่งเรากะว่าจะไปดูหนัง

ที่สกาล่า.... รีบยืมหนังสือ ได้หนังสือมา 3 เล่ม

1.เขียนบทหนังซัดคนดูให้อยู่หมัด

2.สัตว์วิกาล ภาพเรืองแสงของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

เล่มนี้อ่านเพลินๆ ในขณะกำลังเดินทางกลับห้อง

ไปนั่งอ่านที่ลิโด้....ถ้ากลับมาอ่านที่ห้องไม่มีสมาธิอ่ะ

3.อนุบาลช้างเบิ้ม เล่มนี้เป็นนิทานภาพ

ทั้งหมดนี้ ไม่แน่ใจว่าจะอ่านจบหรือเปล่า (ยกเว้นนิทานช้างเบิ้ม อิๆ)

แต่ก็จะพยายามอ่านให้จบตั้งปฏิธานไว้ว่า

ปีใหม่นี้จะดูทีวีให้น้อยลงและแบ่งเวลา

มาอ่านหนังสือให้เยอะขึ้น   ใช้เวลาไม่สุรุ่ยสุร่าย

.... และประหยัดเงินให้มากด้วย

...ให้รางวัลตัวเองโดยการไปกินมนต์นมสดที่มาบุญครอง

ที่บอกกับตัวเองทุกทีว่ามันหวานเลี่ยนเกินไป แต่ไปทีไรก็

อดใจไม่ได้ทุกที

 

.....อีกเรื่องที่แปลกดีเหมือนกัน ขณะนั่งอ่านหนังสืออยู่กะว่าจะโทรไปหาแม่

ที่บ้าน ทันใดนั้นแม่ข้าพเจ้าก็โทรมาพอดี...ความรู้สึกส่งถึงกันได้จริงๆ

ถามว่าแม่อยากได้อะไรป่าว

"แม่บอกว่าอยากให้ซื้อแปะก๊วยมาด้วย แต่ถ้าไม่มีขายก็ไม่เป็นไร"

สักพักโทรมาอีกครั้ง "ซื้อขนมปังกับเค้กมาด้วย" ครั้งก่อนเราซื้อไปฝากแต่

ก็สังเกตว่ายังแช่อยู่ กินไม่หมดสักอัน

เราบอก "ตอนนั้นซื้อไปไม่เห็นกินเลย กินนิดเดียวเองแม่"

แม่เรา" แม่ไม่อยากกินเยอะ กินนิดๆหน่อยๆมันแพง"

เราถึงบางอ้อว่า ที่แม่ไม่กินหมดอันเพราะอยากแบ่งให้หลาน

หลายๆคนได้กินกัน  โห....แม่เรา